1 แนะนำวิชาปาจื้อจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา

จตุสดมภ์แห่งโชคชะตาคือระบบแห่งการทำนายโชคชะตาของจีนที่มีมนตร์เสน่ห์ เป็นระบบที่มีเอกลักษณ์ มีเหตุผล สะดวกและแม่นยำ และยังเป็นระบบซึ่งเป็นที่ยกย่องและใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในเชิงอภิปรัชญาของจีน. หากจะอธิบายง่ายๆก็คือชาวจีนเชื่อว่าสรรพสิ่งในโลกประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบพื้นฐานห้าประการที่เรียกว่า เบญจราตุ  (ธาตุทั้งห้า) องค์ประกอบห้านี้เป็นสัญลักษณ์แทนวัตถุพื้นฐานอันได้แก่ โลหะ น้ำ ไม้ ไฟ และดิน ธาตุเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้ระเบียบแบบแผน

 

แต่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างต่อเนื่องตามกฎพื้นฐานบางประการ เนื่องจากมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ร่างกายของเรา โชคชะตาของเรา สร้างขึ้นจากห้าธาตุพื้นฐานเหล่านี้ด้วย ดังนั้นความคิดและการกระทำของเราจึงถูกควบคุมของธาตุทั้งห้า ด้วยเหตุนี้การศึกษาเรื่ององค์ประกอบของธาตุทั้ง 5 ในชีวิต จะทำให้เราค้นพบว่าธาตุต่างๆในธรรมชาติส่งผลกระทบต่อธาตุต่างๆ ในร่างกายเราอย่างไร ซึ้งจะทำให้เราสามารถเข้าใจพฤติกรรม บุคลิก และทิศทางของพัฒนาการในชีวิต และโชคชะตาของตัวเราเองได้

 

ระบบการวิเคราะห์โชคชะตาที่แตกต่างกันมีอยู่ในทุกๆ  วัฒนธรรมตั้งแต่ที่สติปัญญาของมนุษย์เริ่มก่อกำเนิดขึ้นบนโลก ตั้งข้อสงสัยมาตลอดเกี่ยวกับอนาคตของเรา และมองหาวิธีที่จะพยากรณ์อนาคต ดังนั้นการวิเคราะห์โชคชะตาที่จริงแล้วก็คือเครื่องมือสำหรับการพยากรณ์นั่นเอง ความจำเป็นในการพยากรณ์มีอยู่ในทุกสาขาอาชีพ ในธุรกิจ ในวิทยาศาสตร์ เราจำเป็นต้องตระเตรียมงบประมาณและรายได้ที่คาดคะเน รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในปีงบประมาณถัดไป นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินต่างก็คาดคะเนแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอยู่ตลอดเวลา ในทางวิทยาศาสตร์ เราจะพบว่ามีการพยากรณ์อากาศทุกวัน และเราสามารถคาดคะเนเวลาที่เครื่องบิน รถไฟ จรวด และขีปนาวุธมาถึงได้อย่างละเอียดเป็นวินาที ทั้งหมดนี้คือการพยากรณ์ที่มีธรรมชาติเฉกเช่นเดียวกับการทำนายโชคชะตา การที่เราสามารถทำการพยากรณ์เช่นนี้ได้ก็เพราะเราทั้งหลายต่างพึ่งพากฎและทฤษฎีบางประการอยู่เสมอ

 

ยกตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์สามารถพยากรณ์ได้อย่างละเอียดว่าสุริยคราสจะเกิดขึ้นเมื่อใด นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้รู้ล่วงหน้าได้อย่างไร พวกเขาใช้การตั้งสมมติฐานบนพื้นฐานของกฎธรรมชาติที่ควบคุมการโคจรของดาวเคราะห์ ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหาเวลาที่ดวงจันทร์จะโคจรเข้ามาอยู่ระหว่างโลกและดวงอาทิตย์เป็นแนวเดียวกันได้อย่างแม่นยำ นี่ก็คือหลักการเดียวกันกับการวิเคราะห์โชคชะตา ประการแรก เราเข้าใจว่ามีกฎแห่งธรรมชาติที่ครอบคลุมทุกสรรพสิ่งบนโลกใบนี้

 

ด้วยกฎแห่งธรรมชาติดังกล่าว จะทำให้เราเห็นว่ากฎเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเราในช่วงเวลาหนึ่งๆ อย่างไร นี่เองที่ถือเป็นปรัชญาที่อยู่เบื้องหลังการทำนายโชคชะตา ฉะนั้นสิ่งที่จำเป็นต้องมีก่อนอื่นคือความเข้าใจว่าโชคชะตาของเราคือความเชื่อที่ว่าโลกนี้ไม่ได้ไร้ระบบ ทุกสรรพสิ่งเป็นไปตามกฎธรรมชาติพื้นฐาน หรือระเบียบ ด้วยความเข้าใจในระเบียบดังกล่าว เราก็จะสามารถทำการอนุมานได้อย่างสมเหตุสมผลเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

 

เรื่อง "จตุสดมภ์แห่งโชคชะตา" มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและมีอิทธิพลอย่างฝังรากลึกในวัฒนธรรมจีน เป็นระบบแห่งการทำนายโชคชะตาที่มีลักษณะเฉพาะตัวโดยอยู่บนพื้นฐานของวันเกิดของบุคคลเท่านั้น ข้อมูลการเกิดของคนเราประกอบด้วยข้อมูลที่จำเป็นสี่ประการด้วยกันคือ ปี เดือน วัน และเวลา ข้อมูลเหล่านี้เป็นเสมือนแบบร่างแห่งจักรวาลขององค์ประกอบในชีวิตบุคคล และสามารถบ่งบอกทุกอย่างเกี่ยวกับบุคลิกของบุตคล ทิศทางอาชีพ ชีวิตสมรส เงินทอง สุขภาพ และวงจรทั้งขึ้นและลงของชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา โดยจตุสดมภ์นี้ก็คือ ปี เดือน วัน และยาม ในข้อมูลการเกิดของบุคคล

 

เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อมูลการเกิดของเรา ระบบดังกล่าวจึงมีความเกี่ยวพันกับปฏิทินเป็นอย่างมาก ปฏิทินจีนที่เรานำมาใช้สำหรับระบบการทำนายโชคชะตานี้คือปฏิทินของธาตุ ซึ่งประกอบด้วยตัวอักษรจีนสองชุดเรียกว่า กิ่งสวรรค์และก้านดิน ปฏิทินประเภทนี้มีชื่อเรียกโดยทั่วไปว่าปฏิทินเชี่ย เนื่องจากเป็นปฏิทินที่ใช้กันมากในสมัยร่าชวงศ์เชี่ย (ประมาณ 2100 ถึง 1600 ปีก่อนคริสตกาล) และยังเป็นที่รู้จักในชื่อว่า "ปฏิทินชาวนา" เนื่องจากเป็นปฏิทินสุริยคติที่แสดงอิทธิพลของฤดูกาลทั้งสี่ ซึ่งชาวนาจำเป็นต้องใช้ในการอ้างอิงเพื่อวางแผนการเพาะปลูก ปฏิทินระบบนี้เชื่อว่าประดิษฐ์ขึ้นโดยจักรพรรดิเหลือง

 

จักรพรรดิเหลืองคือกษัตริย์ในตำนานผู้ทรงอำนาจผู้ปกครองดินแดนบริเวณแม่น้ำเหลืองเมื่อประมาณ 2700 ปี ก่อนคริสตกาล เป็นผู้ประดิษฐ์กิ่งสวรรค์และก้านดิน และเริ่มนำมาใช้ในปฏิทินเมื่อ 2697 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากปฏิทินนี้คือพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา เราจึงถือว่าปี 2697 ก่อนคริสตกาล นี้คือจุดเริ่มต้นของระบบจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา

 

ตลอดช่วงเวลาในประวัติศาสตร์จีน ระบบดังกล่าวได้มีวิวัฒนาการและผ่านการกลั่นกรองหลายขั้นตอนกว่าจะมาอยู่ในรูปแบบที่เราใช้กันในปัจจุบันนี้ ในช่วงแรก  ความสำคัญมากมายจะอยู่ที่ปีเกิดซึ่งในสมัยก่อนเป็นจุดสำคัญในการวิเคราะห์โชคชะตาของบุคคล ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ในปัจจุบันนี้เรายังคงเห็นความเชื่อดั้งเดิมมากมายเกี่ยวกับ "โหราศาสตร์นักษัตร" ซึ่งพยายามอนุมานโชคชะตาจากสัญลักษณ์นักษัตร "เพียงแค่ปีที่เกิด" แต่วิธีนี้เป็นการทำนายเพียงหยาบ ๆ และไม่น่าเชื่อถือ

 

ระบบที่เป็นแบบแผนซึ่งมุ่งเน้นให้วันเป็นสัญลักษณ์แทนบุคคลเชื่อว่าถูกคิดค้นขึ้นโดยนักปราชญ์ผู้หนึ่งนามว่า "สุ่ยผิง" ผู้มีชีวิตในช่วงปี ค.ศ. 900 ในช่วงสมัยของเขานั้น ระบบจตุสดมภ์ก็แห่งโชดชะตาถูกนำมาปรับปรุงโครงสร้างใหม่ให้เป็นรูปแบบของ ปี เดือน วัน และยามที่ใช้ในปัจจุบันนี้ โดยให้ความสำคัญที่วัน ซึ่งเป็นตัวแทนของบุคคล ด้วยเหตุนี้ชาวจีนจำนวนมากจึงเรียก จตุสดมภ์แห่งโชคชะตาว่าระบบ “สุ่ยผิง”  คำว่าสุ่ยผิงที่จริงแล้วมีความหมายว่า "สมดุลของน้ำ" นี่เองที่เป็นปรัชญาเบื้องหลังระบบดังกล่าวที่ว่าในชีวิตของเรา เราต้องพยายามให้ได้มาซึ่งสมดุลและความสอดคล้องของธาตุทั้งห้า อันได้แก่ น้ำ ไม้ ไฟ ดิน และโลหะ

 

นอกจาก "สุ่ยผิง" แล้ว ระบบดังกล่าวยังถูกเรียกว่า "ปาจื้อ" ซึ่งมีความหมายว่า "8 อักขระ" ที่จริงแล้วก็คือในปฏิทินจีน ข้อมูลการเกิดของปี เดือน วัน และยาม จะแสดงออกมาเป็นตัวอักษรจีน 8 ตัว โดยมี 2 ตัวอักษรที่แทนด้วย กิ่งสวรรค์และก้านดิน สำหรับข้อมูลแต่ละส่วนของปี เดือน วัน และยาม อีกชื่อหนึ่งที่เรามักใช้กันก็คือ "มิ่งลี่" มีความหมายว่าทฤษฎีแห่งชีวิต ชื่อต่างๆ ทั้งหมดนี้ที่จริงแล้วล้วนกล่าวถึงระบบเดียวกันนั่นคือ "จตุสดมภ์แห่งโชคชะตา"

 

"ปาจื้อ" หรือจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกและเป็นที่เชื่อถือกันอย่างมากในวัฒนธรรมจีน อิทธิพลของระบบดังกล่าวมีอยู่ในทุกแง่มุมของชีวิต ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ที่สำคัญ เช่น งานแต่งงาน จัดงานเฉลิมฉลอง ขึ้นบ้านใหม่ เซ็นสัญญา ชาวจีนนิยมที่จะเลือกฤกษ์ยามมงคลเพื่อให้แน่ใจว่าเหตุการณ์นั้นจะดำเนินไปอย่างราบรื่น วันและเวลาที่ดี จะถูกเลือกขึ้นมาจากปฏิทินจีนซึ่งโดยมากอยู่บนพื้นฐานความรู้เรื่องจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา ในสมัยโบราณ การจับคู่แต่งงานบนหลักการของความสมพงศ์กันทาง "ปาจื้อ" เป็นแบบแผนปฏิบัติที่ถือกันเป็นสามัญในสังคมจีน 

 

ความเชื่อในเรื่อง"ป่าจื้อ" ยังสะท้อนให้เห็นแม้แต่ในบทสนทนาในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเข่น หากมีใครเข้าใจเจตนาของคุณผิด คนจีนจะบอกว่า "คุณได้ธาตุที่ไม่ถูกโฉลก" เมื่อมีคนหนึ่งไม่ชอบอีกคนหนึ่ง คนจีนก็จะบอกว่า "ปาจื้อของเราเข้ากันไม่ได้" และ ยังมีคำกล่าวที่พูดกันติดปากในหมู่ชาวจีนว่า "หนึ่งคือชะตา สองคือโชค สามคือฮวงจุ้ย สี่คือการทำบุญสุนทาน และห้า คือการศึกษาหาความรู้" ทั้งห้าข้อนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความสำเร็จในชีวิตของบุคคล 

 

ดังนั้นชะตาและโชคจึง เป็นปัจจัยสองอย่างแรกที่มีความสำคัญยิ่งกว่าฮวงจุ้ย และปัจจัยที่สำคัญที่สุดสองประการนี้ก็ครอบคลุมอยู่ในระบบจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาด้วย โชคชะตาคือข้อมูลการเกิดตามที่แสดงออกมาในปี เดือน วัน และยาม เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวบุคคลมาตั้งแต่เกิด บุคลิกภาพ รูปแบบชีวิต ทิศทางด้านอาชีพ ตลอดจนลักษณะท่าทางและสุขภาพ ภูมิหลัง ความสัมพันธ์กับผู้อื่นทั้งหมดนี้แสดงอยู่ในจตุสดมภ์ แต่เมื่อเราเติบโตขึ้น เราก็พานพบประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปในช่วงต่างๆ ของชีวิต

 

อิทธิพลดังกล่าวที่เข้ามาต่างเวลา ต่างวัยนี้เรียกว่าโชค หลายๆ คนคิดว่าโชคก็เหมือนกับโอกาสและความเป็นไปได้ต่างๆ ที่เราได้พบในช่วงต่างๆ ของชีวิต ซึ่งดูเหมือนจะเกิดขึ้นโดยไม่มีแบบแผนและเป็นเรื่องบังเอิญ แต่หากคุณเชื่อในจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาแล้ว คุณจะตระหนักว่าไม่มีปัจจัยใดในชีวิตที่เกิดขึ้นอย่างสุ่มๆ ดังที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า "พระเจ้าไม่ได้เล่นทอยลูกเต๋า" สรรพสิ่งในจักรวาลถูกควบคุมโดยกฎธรรมชาติ และเราก็มีความเชื่ออย่างเดียวกันในจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา โชคไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้แบบแผน และที่จริงแล้วก็สามารถคาดคะเนได้ด้วย ระบบดังกล่าวได้ให้สดมภ์แห่งโชคเอาไว้ซึ่งเป็นวงจรตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงสิ้นสุด ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่คนคนหนึ่งเกิดมา เราก็จะสามารถพยากรณ์โชคของเขาในอนาคต ในช่วงวัยต่างๆ ของชีวิตได้จริงๆ

 

มีบทความหนึ่งที่น่าสนใจมากซึ่งเขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง สตีเฟน ฮอว์กิ้ง ในบทความเรื่อง "สรรพสิ่งถูกกำหนดไว้แล้วจริงหรือ" เขาได้เขียนไว้ว่าเขาเชื่อว่าทุกสิ่งถูกควบคุมโดยกฎแห่งธรรมชาติ ดังนั้น ในทางทฤษฎีแล้ว เขาเชื่อว่าคำตอบของคำถามนี้ก็คือ "ใช่" แต่เราไม่สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำในรายละเอียดเกี่ยวกับอนาคตได้

เนื่องจากสมการดังกล่าวประกอบด้วยตัวแปรมากมายซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถที่เราจะจัดการได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นการดีกว่าที่จะแสร้งทำเป็นว่าชีวิตไม่ได้ถูกกำหนดและคาดเดาไม่ได้ ดังนั้นอย่างน้อย เขาก็ยังเห็นถึงความเป็นไปได้ของอนาคตที่คาดคะเนได้ ถ้าเพียงแต่เราจะสามารถหาวิธีแก้สมการได้เท่านั้น

 

มีบทความในหนังสือพิมพ์อังกฤษเกี่ยวกับการทดลองของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ ต้องการทดสอบว่า "โลกาสำนึก" (Global Consciousness) มีอยู่จริง วิธีการของพวกเขานั้นง่ายมาก เขาใช้คอมพิวเตอร์ ซึ่งจะสุ่มสร้างหมายเลขขึ้นมา 2 หมายเลขคือ 0 และ 1 ตลอดช่วงระยะเวลาหนึ่ง เป็นที่คาดคะเนว่าความเป็นไปได้ของหมายเลข 0 และ 1 ที่เกิดขึ้นจะเท่ากับ 50/50 หากคอมพิวเตอร์แสดงผลเป็นเส้นกราฟ ก็จะแสดงผลเป็นเส้นแนวระนาบ

แต่หากคอมพิวเตอร์สร้างแต่หมายเลข 0 หรือ 1 หมายเลขเดียวตลอด เราก็จะเห็นความผันแปรของเส้นกราฟ หลังจากช่วงระยะเวลาหนึ่ง ทีมงานของมหาวิทยาลัยเริ่มสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ความผันแปรครั้งใหญ่ครั้งแรกที่พวกเขาสังเกตได้เกิดขึ้นในปี 1997 ในวันพระราชพิธีศพของเจ้าหญิงไดอาน่า ดูเหมือนว่าคอมพิวเตอร์จะจับได้ถึงกระแสสำนึกของโลกต่อ

เหตุการณ์ที่เป็นที่สนใจทั่วโลกครั้งนี้ และอีกครั้งหนึ่งในวันก่อนวันที่ 11 กันยายน 2001 คอมพิวเตอร์ยังได้บันทึกความผันแปรครั้งใหญ่ต่างๆ สิ่งนี้ถือเป็นปรากฎการณ์ที่น่าทึ่งซึ่งเถิดขึ้นก่อนที่เหตุการณ์รุนแรงจะเกิดขึ้น เหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่เป็นที่สนใจทั่วโลกก็คือสึนามิลูกยักษ์ในวันที่ 26 ธันวาคม 2004 อีกครั้งที่คอมพิวเตอร์แสดงเส้นกราฟที่ผันแปรในวันก่อนที่

เหตุการณ์สึนามิจะเกิดขึ้น การทดลองนี้ดูเหมือนจะบ่งขี้ข้อเท็จจริงที่ว่าทุกสิ่งที่จะเถิดขึ้นในอนาคตเป็นสิ่งที่สามารถคาดเดาได้

 

ผมเศึกษาค้นคว้าเรื่องจักรราศี และโหราศาสตร์แขนงต่างๆ อย่างมากมาย ผมมีความเชื่ออย่างแน่วแน่เกี่ยวกับดวงชะตา

 

จากนั้นผมเริ่มมาสนใจในวิชาฮวงจุ้ย ผมคิดเสมอว่าเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องฮวงจุ้ย ก็คือ ฮ่องกง น่าจะเจอครูดีๆ ครูที่เก่งกาจในเรื่องฮวงจุ้ยจริงๆ

และแล้วโชคดีมาถึง ผมได้ดูข่าวต่างประเทศ ณ วันนั้นเป็นวันตรุษจีน ซินแสดังที่ฮ่องกงมาชี้แนะเกี่ยวกับฮวงจุ้ย ผมจึงไปขอศึกษาเล่าเรียนวิชาฮวงจุ้ย และ ปาจื้อ กับซินแสท่านนี้ที่ฮ่องกง และอุทิศเวลาหลายต่อหลายปีเพื่อเข้าถึงแก่นแท้วิชาฮวงจุ้ย หลังจากผมสำเร็จวิชาฮวงจุ้ยกับซินแสที่ฮ่องกง  ผมอุทิศเวลา ฝึกฝน ทุ่มเทให้กับฮวงจุ้ย และ ปาจื้อในท้ายที่สุดก็สัมฤทธิ์ผล ผมมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาเย็นระบบที่แม่นยำและเชื่อถือได้ ซึ่งสามารถอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเราและทำให้เราเห็นอนาคตได้จริงๆ ระบบดังกล่าวที่จริงแล้วเป็นหลักของเหตุและผล เป็นหลักเชิงวิเคราะห์ และถูกจัดวางโครงสร้างไว้อย่างยอดเยี่ยม เราจะพบว่าทุกสิ่งในชีวิต ไม่ว่าจะซับช้อนเพียงใดก็ตาม ก็สามารถหาข้อสรุปอย่างเป็นเหตุเป็นผลได้จากกฎง่าย ๆ ของธาตุทั้งห้า จากการฝึกฝนมาหลายปี ผมยังคงพบว่าเรื่องดังกล่าวมีเสน่ห์ที่น่าหลงใหล เนื่องจากชีวิตมนุษย์และความสัมพันธ์มีความซับซ้อนมาก จึงมักจะมีขอบเขตสาขาใหม่ให้ค้นพบและมีประเด็นใหม่ ๆ ให้อภิปรายกันอยู่เสมอ ผมจึงอยากแนะนำเรื่องดังกล่าวให้แก่ใครก็ตามที่ชื่นชอบการสำรวจชีวิต ผู้คน และพฤติกรรม ผมแน่ใจว่าคุณจะได้รับการเติมเต็มตลอดช่วงชีวิตทั้งหมดและความพอใจจากการศึกษาจตุสดมภ์แห่งโชคชะตา

 

มีระบบในการทำนายโชคชะตาที่แตกต่างกันไปมากมาย และในแต่ละระบบก็มีคุณค่าเฉพาะตัวและมีระดับความแม่นยำของมันเอง ผมได้ตรวจสอบระบบที่ใกล้เคียงกันในการวิเคราะห์โชคชะตาที่อิงอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลการเกิดมาแล้ว เช่น

โหราศาสตร์ตะวันตก และโหราศาสตร์ดาวม่วงของจีน เมื่อเปรียบเทียบกับระบบเหล่านี้

ผมพบว่าจตุสดมภ์มีความเป็นหลักตรรกะมากกว่า ทั้งโหราศาสตร์ตะวันตกและโหราศาสตร์ดาวม่วงอิงอยู่บนหลักการเรื่องอิทธิพลของดวงดาวและดาวเคราะห์

โหราศาสตร์ตะวันตกใช้ดาวเคราะห์ในระบบสุริยะ อย่างไรก็ตามระบบสุริยะเป็นเพียงมวลวัตถุที่เล็กมากๆ ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาล ดังนั้นสิ่งนี้จะพอเพียงได้อย่างไร แน่นอน ผมคิดว่าอิทธิพลที่มีต่อชีวิตของเราย่อมมาจากพลังอำนาจในจักรวาลซึ้งไปไกลเกินกว่าแค่ระบบสุริยะของเรา ระบบโหราศาสตร์ดาวม่วงประกอบด้วยดวงดาวกว่า 200 ดวงจากกลุ่มดาวต่างๆ ที่อยู่นอกระบบสุริยะ แต่ไม่ว่าเราจะรวมดาวต่าง ๆ มามากแค่ไหนในการศึกษา ระบบนี้ก็ยังเป็นส่วนเล็กๆ ในจักรวาลที่กว้างใหญ่อยู่นั่นเอง ในประเด็นนี้ ความคิดเห็นของผมก็คือจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาคือระบบที่ก้าวล้ำไปกว่าเรื่องดวงดาวและดาวเคราะห์ เพราะอิงอยู่บนพื้นฐานของกฎธรรมชาติ ธาตุทั้งห้า หยินและหยาง ซึ่งน่าจะเป็นกฎทั่วไปที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งและดังนั้นจึงสามารถเป็นพื้นฐานทางปรัชญาที่แข็งแกร่งกว่าสำหรับการทำความเข้าใจชีวิต 

 

บางทีกฎของหยินและหยาง และธาตุทั้งห้านี้อาจเป็น "ทฤษฎีสนามเอกภาพของสรรพสิ่ง" (Unified Field Theory of Everything) ที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยพยายามจะคิดออกมาแต่ไม่สำเร็จ

 

ผมอยากที่จะสืบค้นในประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงระหว่างชะตากรรมกับอิสระในการทำสิ่งที่ใจต้องการ ประเด็นก็คือหากทุกสิ่งถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วเมื่อเราเกิด ก็ดูเหมือนชีวิตมนุษย์จะเป็นฝ่ายรับและไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย เรื่องนี้ไม่จริง จตุสตมภ์แห่งโชคชะตาทำให้เราสามารถเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับชีวิตของเรา แต่ความเห็นของผมก็คือจตุสดมภ์แสดงให้เห็นแนวโน้ม ความเป็นไปได้ และทิศทางเท่านั้น เราไม่ควรคาดหวังว่าจตุสดมภ์จะให้รายละเอียดที่แน่ชัดเกี่ยวกับทุกสิ่งในชีวิต

 

เรื่องนี้สามารถสังเกตได้ง่ายๆ มีคนมากมายที่เกิดมาพร้อมกับมีจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาที่เหมือนกัน ที่เวลา วัน เดือน และปีเดียวกัน แต่เราไม่พบว่าทุกสิ่งในชีวิตของพวกเขาจะเหมือนกัน และเราก็ไม่ค่อยเห็นพวกเขาเสียชีวิตในวันเดียวกัน สิ่งนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายังมีอีกหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแค่ข้อมูลการเกิดของเราเท่านั้น ดังนั้นเราจึงยังคงมีอิสระที่จะทำในสิ่งที่ต้องการได้ และมีตัวแปลอีกมากมายที่ขึ้นอยู่กันทางเลือกและการตัดสินใจในชีวิตของเรา

 

ยกตัวอย่างเช่น เราทุกคนรู้ดีว่า บิล เกตส์ เป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ต้องมีทารกคนอื่นๆ อีกมากมายที่เกิดในช่วงเวลาเดียวกันกับบิล เกตส์ ดังนั้นพวกเขาก็จะมีจตุสดมภ์แห่งโชคชะตาเหมือนกัน ถ้าอย่างนั้นอะไรเกิดขึ้นกับทารกเหล่านี้ ทำไมเราไม่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับพวกเขาและทำไมพวกเขาไม่ได้มีชื่อเสียงเหมือนบิล เกตส์ 

 

ข้อเท็จจริงก็คือเด็กผู้ชายทุกคนที่เกิดมาพร้อมกับมีจตุสดมภ์เช่นเดียวกับบิล เกตส์ น่าจะต้องเป็นคนกล้าได้กล้าเสีย ฉลาด และเก่งกาจในการทำธุรกิจ แน่นอนว่าพวกเขาจะสามารถทำเงินได้มากมาย แต่ทำเงินได้เยอะแค่ไหนนั้น จตุสดมภ์แห่งโชคชะตาบ่งบอกได้แต่คุณสมบัติ แต่ไม่สามารถบ่งบอกปริมาณ ในจตุสดมภ์ของบิล เกตส์ และเด็กคนอื่นที่เกิดในเวลาเดียวกัน

จตุสดมภ์ของพวกเขาจะแสดงให้เห็นคุณสมบัติที่ดีในการเป็นนักธุรกิจ มีหัวคิดสร้างสรรค์ และกล้าได้กล้าเสีย พร้อมกับมีแนวโน้มที่ดีที่จะร่ำรวย แต่ระดับและมาตรฐานของความสำเร็จไม่เคยถูกกำหนดตายตัวหรือระบุไว้ในวันเกิดด้วย แม้ว่าคุณจะเกิดมาพร้อมกับมีข้อมูลการเกิดเหมือนกับบิล เกตส์ แต่ก็ยังจำเป็นที่จะต้องรวมปัจจัยอื่นๆ อีกมากมายเข้าไปด้วย

 

ก่อนที่คนจะประสบความสำเร็จได้อย่างเขา ปัจจัยต่างๆ อย่างเช่น ความพยายามและความมานะ รู้จักเลือกอย่างชาญฉลาด ในด้านทิศทางอาชีพ และรู้จักตัดสินใจได้ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ มีฮวงจุ้ยที่อยู่อาศัย และฮวงจุ้ยที่ทำงานที่ดี มีทำเลทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสม รวมไปถึงพ่อแม่ที่เหมาะสม หุ้นส่วนที่เหมาะสม ภรรยาและลูกที่เหมาะสม ฯลฯ ทั้งหมดนี้

เป็นตัวสร้างมาตรฐานความสำเร็จในชีวิตของบุคคล ส่วนอิสระที่จะทำตามใจตัวเองก็มีบทบาทสำคัญ ในจตุสดมภ์ของบิล เกตส์

 

เราจะเห็นว่าเขามีธาตุดินและธาตุโลหะที่แข็งแกร่ง ซึ่งสามารถนำอาชีพหลากหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับธาตุดินมาให้เขา เช่น อสังหาริมทรัพย์ การทำเหมืองแร่ ประกันภัย เคมีภัณฑ์ กสิกรรม ฯลฯ ทั้งหมดนี้สามารถที่จะทำให้เขาเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จได้ 

 

อย่างไรก็ตาม เขาตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดที่เลือกธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธาตุดินและธาตุโลหะ อีกประเภทก็คือ ไฮเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นธุรกิจที่กำลังนำหน้าในยุคปัจจุบัน ดังนั้น ทางเลือกที่ชาญฉลาดเช่นนี้ซึ่งเป็นสิ่งที่ออกมาจากอิสระที่จะทำตามที่ใจต้องการของเขาเองนั้นจึงรับผิดชอบในส่วนของการแสดงออกที่โดดเด่นของเขา

 

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่เห็นว่าชะตากรรมและอิสระที่จะทำตามสิ่งที่ปรารถนาจะมีข้อขัดแย้งกันแต่อย่างใด จตุสดมภ์แห่งโชคชะตาให้แนวโน้มและโอกาส ส่วนอิสระที่จะทำตามใจตัวเองนั้นจะนำไปสู่ทางเลือกและการตัดสินใจมากมายในชีวิต ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินระดับความสำเร็จของบุคคลและปริมาณเงินที่เขาจะสร้างขึ้นมาได้

 

บิล เกตส์ เกิด 28 ตุลาคม 1955 (2498)

 
Visitors: 168,277